คุณจะเทรดดัชนีได้อย่างไร

คุณจะเทรดดัชนีได้อย่างไร
ดัชนี

วิธีการเทรดดัชนีออนไลน์

คลิกที่นี่

คลิกที่นี่หากต้องการดูรายชื่อดัชนี
และสเปรดปกติทั้งหมดของเรา

คุณอาจพบเห็นชื่อดัชนีตลาดหุ้น อาทิ FTSE 100, S&P 500, Dow Jones หรือ DAX 30 ตามข่าวต่างๆ ดัชนีเช่นนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันในแวดวงการเทรดและการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ และแน่นอนว่า ชื่อเหล่านี้ต่างได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น

ดัชนีจะติดตามและวัดการรวบรวมหุ้นที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ และใช้ในการประเมินวัดผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของกลุ่มธุรกิจต่างๆ, เศรษฐกิจส่วนภูมิภาคหรือเศรษฐกิจของประเทศ ตัวอย่างเช่น ดัชนีหลักๆ อาทิ German Index DAX 30 จะวัดผลการดำเนินงานของบริษัทชั้นนำในเยอรมัน 30 อันดับแรก ในขณะที่ดัชนี NASDAQ 100 จะวัดผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทของอเมริกาที่ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดธุรกิจเทคโนโลยี

ด้วยความที่ตลาดหลักทรัพย์สำคัญๆ ทั่วโลกนั้นมีหุ้นเป็นพันๆ ตัว ดัชนีจึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการติดตามและวัดผลการดำเนินงานโดยรวมและอารมณ์ตลาดได้อย่างน่าเชื่อถือ ว่าแต่ดัชนีเหล่านี้มีวิธีการทำงานอย่างไร

ดัชนีต่างๆ มีวิธีการทำงานอย่างไร

โดยทั่วไป หากมูลค่าของดัชนีหุ้นเพิ่มขึ้นหรือลดลง จะเป็นการชี้วัดผลการดำเนินงานโดยรวมของหุ้นทั้งหมดภายในดัชนีนั้นๆ อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของค่าดัชนีไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่าราคาของหุ้นแต่ละตัวทั้งหมดในดัชนีมีการปรับตัวขึ้นหรือลงในเวลาเดียวกัน มูลค่าของดัชนีเป็นค่าเฉลี่ยและในขณะที่ค่าเฉลี่ยนี้อาจเพิ่มขึ้น หุ้นบางตัวอาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ในขณะที่มูลค่าของหุ้นอื่นๆ อาจลดลง ลักษณะเฉพาะของดัชนีนี้จึงนำเราไปสู่คำถามสำคัญ

สิทธิประโยชน์ของการเทรดดัชนีมีอะไรบ้าง

ดัชนีเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับตลาดการเงินอื่นๆ ด้วยเหตุผลหลายประการ หนึ่งในข้อดีที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการเทรดดัชนีคือไม่เหมือนกับการเทรดหุ้นแต่ละตัว ด้วยการเทรดดัชนีคุณจะได้รับสิทธิประโยชน์จากผลการดำเนินงานสุทธิของกลุ่มหุ้น ซึ่งหมายความว่าหากบริษัทใดบริษัทหนึ่งล้มเหลว มูลค่าของดัชนีจะยังคงเพิ่มขึ้นได้ ในขณะที่หากคุณถือหุ้นในธุรกิจที่ล้มเหลว คุณก็มีแนวโน้มที่จะสูญเสียเงินลงทุนของคุณ ดัชนีจะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ทันทีเมื่อเทียบกับตลาดหุ้น

นอกจากนี้การเทรดดัชนียังมีความผันผวนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับการเทรดในตลาดการเงินอื่นๆ เนื่องจากไม่มีหุ้นตัวใดที่สามารถทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นได้ สิ่งนี้ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาของดัชนีราบเรียบมากกว่า อย่างไรก็ตามดัชนีมักสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบในวงกว้างของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้นจึงยังคงมีความผันผวนเพียงพอสำหรับเทรดเดอร์ในการค้นหาโอกาสในการเทรดที่อาจทำกำไรได้ นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ด้วยที่ดัชนีต่างๆ เป็นตลาดจัดตั้งขึ้นที่มีโอกาสเกิดการปั่นราคาเพียงเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับตลาดการเงินอื่นๆ ดัชนีก็มีข้อเสียเช่นกัน ดัชนีบางตัวมีสภาพคล่องน้อยกว่าตลาดอื่นๆ ซึ่งหมายความว่า ดัชนีบางตัวอาจเทรดได้ยากขึ้นและอาจดึงดูดต้นทุนการเทรดที่สูงขึ้น นอกจากนี้แม้ว่าเทรดเดอร์บางรายจะสามารถเทรดได้นอกเวลาทำการ แต่โดยทั่วไปการเทรดดัชนีจะจำกัดให้เทรดเฉพาะในเวลาการเทรดของตลาดหุ้นมาตรฐาน ด้วยเหตุนี้จึงอาจมีช่องว่างของตลาดมากกว่าเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ เช่น ฟอเร็กซ์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมีการเทรดตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน

แม้จะมีข้อเสียเหล่านี้ แต่ดัชนีก็ยังคงอยู่ในหัวข้อข่าวการเงินอยู่ตลอดเวลาและมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดรายได้ นั่นหมายความว่าหากมีการวางแผนและการดำเนินการที่ดี ก็จะทำให้สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ต่างๆ และเทรดดัชนีได้สำเร็จ

การเทรดดัชนีออนไลน์มีวิธีดำเนินการอย่างไร

ดัชนีต่างๆ เป็นเพียงมูลค่าที่กำหนดไว้เท่านั้น ดังนั้นวิธีเดียวที่จะเทรดได้คือ เทรดผ่านผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงผลการดำเนินงานของดัชนี ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ได้แก่ ฟิวเจอร์ส, กองทุนเทรดแลกเปลี่ยน (ETF), สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFD) และกองทุนดัชนี CFD อาจเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการเทรดดัชนี ซึ่งก็มีเหตุผลดี เครื่องมือทางการเงินเหล่านี้ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาดัชนีได้โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์อ้างอิง

เหตุใดจึงต้องเทรด CFD ดัชนี

ข้อดีที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเทรดดัชนีผ่าน CFD คือแตกต่างจากการลงทุนแบบดั้งเดิม CFD จะช่วยให้คุณทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง นอกจากนี้ CFD ยังช่วยให้คุณได้เปรียบเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่คุณสามารถใช้ในการเทรดดัชนี

ตัวอย่างเช่น หากคุณเทรด CFD สิ่งนี้จะไม่มีวันหมดอายุ ไม่เหมือนกับฟิวเจอร์สดัชนี นั่นหมายความว่าด้วย CFD คุณสามารถเลือกที่จะให้สถานะของคุณเปิดเกินวันที่กำหนดหรือจนกว่าคุณจะได้อัตรากำไรที่แน่นอนก็ได้ นอกจากนี้ฟิวเจอร์สของดัชนียังรวมถึงองค์ประกอบต่างๆ อาทิ ค่าเบี้ยประกันล่วงหน้า ซึ่งค่อนข้างซับซ้อน

หากคุณมีบัญชีเทรดขนาดเล็กมาก การเทรด ETF จะไม่ยืดหยุ่นเท่าการเทรด CFD CFD เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเลเวอเรจ ดังนั้นคุณจึงสามารถเริ่มต้นเทรดได้โดยใช้มาร์จิ้น ซึ่งมักเป็นเพียงเศษเสี้ยวของค่าใช้จ่ายเงินทุนที่ต้องใช้ กล่าวง่ายๆ คือ CFD ดัชนีมักจะทำความเข้าใจและเทรดได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ

คุณจะเทรด CFD ดัชนีได้อย่างไร

แม้ว่า CFD จะเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ซับซ้อน แต่วิธีการที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในตลาด CFD ดัชนีให้กับคุณได้ คุณสามารถแยกย่อยวิธีการเทรดของคุณได้ดังนี้:

1. เรียนรู้ตลาด

เช่นเดียวกับตลาดอื่นๆ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ ทำงานอย่างไร สำหรับ CFD ดัชนี คุณต้องรู้ว่า CFD ทำงานอย่างไร นอกเหนือจากการรู้ว่า การเทรดดัชนีทำงานอย่างไร เมื่อเรียนรู้แง่มุมต่างๆ ของการเทรดดัชนี สิ่งสำคัญคืออย่ามองข้ามปัจจัยพื้นฐานต่อไปนี้

วิธีคำนวณดัชนีหุ้น

ก่อนที่คุณจะประเมินผลการดำเนินงานของดัชนีได้ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าราคาถูกคำนวณอย่างไร ทั้งนี้มีการใช้สูตรที่แตกต่างกันเพื่อกำหนดราคาของดัชนีต่างๆ อย่างไรก็ตามสามารถจำแนกออกได้เป็นสองประเภทหลัก

ดัชนีที่ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด

ดัชนีถ่วงน้ำหนักตามตลาดจะคำนวณจากมูลค่าหลักทรัพย์รวมของบริษัทที่ประกอบในดัชนี ดัชนีทั่วโลกส่วนใหญ่มีมูลค่าในลักษณะนี้ ซึ่ง FTSE 100 และ DAX 30 ถือเป็นตัวอย่างที่คลาสสิก การถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์หมายความว่า ยิ่งมูลค่าหลักทรัพย์รวมของบริษัทสูงขึ้นเท่าใด ผลกระทบต่อมูลค่าของดัชนีก็จะมากขึ้นเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น สมมติว่ามูลค่ารวมของหุ้นทั้งหมดในดัชนีคือ 100 ล้านดอลลาร์ หากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัท A เท่ากับ 3 ล้านดอลลาร์ และบริษัท B เท่ากับ 10 ล้านดอลลาร์ บริษัท A จะมีมูลค่าของดัชนีเป็น 3% ในขณะที่บริษัท B จะมีมูลค่า 10% นั่นหมายความว่า บริษัท B จะมีผลกระทบต่อมูลค่าดัชนีมากกว่า เมื่อเทียบกับ บริษัท A

ด้วยระบบถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด น้ำหนักของแต่ละหุ้นจะคำนวณเป็น (ราคาหุ้น x จำนวนหุ้น) / มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของหุ้นทั้งหมด

ดัชนีถ่วงน้ำหนักด้วยราคาตลาด

มูลค่าของดัชนีเหล่านี้คำนวณจากราคาหุ้นของบริษัทที่ประกอบในแต่ละดัชนี ในกรณีนี้บริษัทที่มีราคาหุ้นสูงกว่าจะส่งผลกระทบต่อดัชนีโดยรวมมากกว่าเมื่อเทียบกับบริษัทที่มีราคาหุ้นต่ำกว่า ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีราคาหุ้น 2,000 ดอลลาร์จะมีอิทธิพลเป็น 50 เท่าของบริษัทที่มีราคาหุ้น 40 ดอลลาร์ ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม Dow Jones และ Nikkei 225 คือตัวอย่างของดัชนีถ่วงน้ำหนักตามราคา

วิธีการวิเคราะห์ดัชนี

ดัชนีแต่ละตัวนั้นมักมีความแตกต่างจากดัชนีอื่นๆ เล็กน้อย ดังนั้น คุณจึงต้องศึกษารายละเอียดของแต่ละดัชนี อาทิ เวลาการเทรดและการถ่วงน้ำหนัก สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าดัชนีได้รับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอย่างไร ในการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค คุณสามารถศึกษารูปแบบและแนวโน้มเพื่อระบุแนวรับและแนวต้านที่เป็นตัวบ่งชี้ราคาเป้าหมายและจุดกลับตัวในอนาคตที่เชื่อถือได้

ในการใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน คุณจะต้องดูองค์ประกอบที่มีผลต่อราคาตราสารทุนต่างๆ ปัจจัยต่างๆ อาทิ รายงานผลประกอบการและระเบียบข้อบังคับใหม่ๆ อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อดัชนี นอกจากนี้ข้อมูลทางเศรษฐกิจก็อาจส่งผลต่อมูลค่าของดัชนีได้เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น การเผยแพร่ข้อมูลสำคัญๆ อาทิ ตัวเลขการว่างงาน, รายงานความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และข้อมูลเงินเฟ้อ อาจเป็นตัวขับเคลื่อนอารมณ์ตลาดได้เป็นอย่างมาก และมีผลต่อผลการดำเนินงานของดัชนีตามมา ดังนั้นคุณจึงต้องสามารถระบุเหตุการณ์ทางการตลาดที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาได้

ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีกับตลาดอื่น

เนื่องจากดัชนีเป็นการรวบรวมหุ้นแต่ละตัว มูลค่าของดัชนีและตลาดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจึงมีความสัมพันธ์ที่สำคัญระหว่างกันบางประการ ตลาดฟอเร็กซ์เป็นหนึ่งในตลาดที่เกี่ยวข้องซึ่งมีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาดัชนี ความแข็งแกร่งของดัชนีหุ้นในประเทศของประเทศใดประเทศหนึ่ง มักจะสัมพันธ์อย่างมากกับประสิทธิภาพของสกุลเงินของประเทศนั้น ตัวอย่างเช่น มูลค่าของดัชนี Dow Jones ใน Wall Street มักจะได้รับผลกระทบจากประสิทธิภาพของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในตลาด

นอกจากนี้ตลาดตราสารทุน ยังเกี่ยวข้องกับตลาดดัชนี และสามารถมีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาดัชนี ตัวอย่างเช่น S&P 500 สะท้อนผลการดำเนินงานของตลาดตราสารทุนในสหรัฐฯ ในขณะที่ DAX 30 เป็นมาตรวัดที่มีคุณค่าของตลาดหุ้นเยอรมัน นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของราคาหุ้นในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าดัชนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกลุ่มนั้นประกอบขึ้นเป็นส่วนที่ใหญ่เกินสัดส่วนของดัชนีที่คุณต้องการเทรด

ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นเทรด สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจองค์ประกอบของดัชนีที่คุณเลือกและต้องเข้าใจว่าเหตุการณ์ต่างๆ ในตลาดโลกที่สัมพันธ์กันนั้นสามารถส่งผลต่อดัชนีเหล่านี้อย่างไรบ้าง การเรียนรู้ตลาดจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในการเทรดที่อาจทำให้คุณสูญเสียความสำเร็จในตลาดได้

2. ค้นหาดัชนีที่คุณพอใจ

ก่อนที่คุณจะเทรดได้ คุณต้องเลือกดัชนีที่คุณรู้จักดี คุณต้องเข้าใจว่าราคาของดัชนีที่คุณเลือกนั้นมีการเคลื่อนไหวอย่างไรและด้วยเหตุใด เมื่อเริ่มต้นเทรดในตลาด คุณก็สามารถจำกัดการค้นหาดัชนีให้แคบลงได้ โดยใช้การวิจัยและข่าวการตลาดเพื่อระบุโอกาสในการเทรดและความผันผวนของดัชนีต่างๆ

3. ตัดสินใจเลือกกลยุทธ์

กลยุทธ์การเทรด CFD ดัชนีที่ดีที่สุดสำหรับคุณนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ หลายประการ รวมถึงการยอมรับความเสี่ยงและกรอบเวลาการเทรดของคุณ วิธีการทั่วไปที่คุณสามารถใช้ได้ มีดังนี้

ดัชนีการเทรดแบบรายวัน

ในการเทรดแบบรายวัน คุณจะเปิดและปิดสถานะทั้งหมดของคุณภายในวันเดียว และโดยทั่วไปการเทรดของคุณจะใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ดัชนีการเทรดแบบ Scalping

Scalping เป็นกลยุทธ์การเทรดระยะสั้นเป็นพิเศษที่คุณตั้งเป้าที่จะเปิดและปิดการเทรดภายในไม่กี่นาที กล่าวอีกนัยหนึ่งเป้าหมายคือการทำกำไรเล็กน้อยบ่อยครั้ง ในการทำกำไรมากๆ คุณจะต้องทำการเทรดจำนวนครี้งมากหรือเทรดในปริมาณที่สูง

ดัชนีการเทรดแบบ Swing

การเทรดแบบสวิงจะมีกรอบเวลาที่ยาวขึ้น ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่สองสามวันจนถึงหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ไม่เหมือนกับการเทรดแบบรายวันหรือการเทรดแบบ Scalping ในการเทรดแบบ Swing คุณไม่จำเป็นต้องตรวจสอบสถานะของคุณตลอดเวลา เนื่องจากคุณจะไม่ต้องคอยกังวลกับความผันผวนของราคาเล็กๆ น้อยๆ รายวัน แต่คุณจะต้องติดตามแนวโน้มระยะยาว

4. เลือกโบรกเกอร์ที่ดี

คุณภาพของโบรกเกอร์ที่คุณเลือก สามารถเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวในตลาดได้ในระดับสูง ต่อไปนี้เป็นคุณสมบัติเด่นบางประการที่คุณจำเป็นต้องมองหาเมื่อเลือกโบรกเกอร์

  • ความปลอดภัย โบรกเกอร์ที่ดีต้องให้บริการความปลอดภัยในระดับสูงสำหรับเงินของคุณ และหนึ่งในตัวชี้วัดความปลอดภัยที่ดีคือกฎระเบียบข้อบังคับ

  • แพลตฟอร์มการเทรด กิจกรรมการเทรดส่วนใหญ่ของคุณนั้นเกิดขึ้นผ่านแพลตฟอร์มการเทรด โบรกเกอร์ของคุณจะต้องให้บริการแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายและมีเสถียรภาพ ซึ่งพร้อมให้บริการเครื่องมือต่างๆ รวมถึงข้อมูลและฟังก์ชันทั้งหมดที่คุณต้องการใช้เทรดอย่างเหมาะสม

  • การทำคำสั่ง โบรกเกอร์ของคุณต้องนำเสนอความเร็วในการทำคำสั่งที่ดี ตัวอย่างเช่น ภายใต้สภาวะปกติของตลาด โบรกเกอร์ของคุณควรทำคำสั่งการเทรดของคุณ ณ ราคาตลาดที่คุณเห็นเมื่อตอนที่คุณทำการเทรด หรืออย่างน้อยก็ในราคาที่ใกล้เคียงกับที่คุณต้องการ ความเร็วในการทำคำสั่งมีความสำคัญอย่างยิ่งหากคุณเป็นเทรดเดอรที่เทรดแบบ Scalping เนื่องจากความแตกต่างของ pips เพียงเล็กน้อย อาจทำให้การเทรดทำกำไรได้ยากขึ้น

  • ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม ทุกครั้งที่คุณเทรด คุณจะต้องเสียค่าธรรมเนียม ดังนั้นคุณต้องมองหาโบรกเกอร์ที่ให้บริการที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้และเก็บค่าธรรมเนียมที่สมเหตุสมผล

  • ความสะดวกในการฝากและถอน โบรกเกอร์ที่ดีจะรับรองให้คุณมั่นใจได้ว่า การฝากและถอนรายได้ของคุณนั้นจะไม่ยุ่งยากซับซ้อน

  • การสนับสนุน คุณต้องเลือกโบรกเกอร์ที่คุณสามารถติดต่อได้ง่ายเมื่อเกิดปัญหาขึ้น

5. เปิดสถานะและเทรด

เมื่อคุณเลือกโบรกเกอร์แล้วคุณสามารถเปิดบัญชีและเริ่มต้นเทรดได้ในไม่กี่ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 | ตัดสินใจเลือกทิศทางที่คุณต้องการเทรด

เมื่อคุณพอใจกับการค้นคว้าข้อมูลและการวิเคราะห์ตลาดแล้ว คุณจำเป็นต้องตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางการเทรดของคุณ ในตลาดขาขึ้น คุณสามารถเปิดสถานะ Long (ซื้อ) และสามารถเปิดสถานะ Short (ขาย) ได้เมื่อคุณคิดว่ามูลค่าของดัชนีจะปรับตัวลง

ขั้นตอนที่ 2 | ดำเนินการเทรดของคุณ

เมื่อคุณดำเนินการเทรด ให้เลือกขนาดการเทรดที่เหมาะกับงบประมาณของคุณ นอกจากนี้ยังสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบริหารความเสี่ยงที่ดีเพื่อลดการขาดทุนและป้องกันตัวเองจากความผันผวนที่ไม่คาดคิด เนื่องจากแนวโน้มของตลาดนั้นไม่ผิดพลาดและตลาดยังสามารถเคลื่อนไหวสวนทางกับคุณได้ อย่าใช้เลเวอเรจมากเกินไปและใช้ประโยชน์จากเครื่องมือต่างๆ อาทิ คำสั่ง Stop-loss, คำสั่ง Limit และคำสั่ง Guaranteed stop

ขั้นตอนที่ 3 | ตรวจสอบและปิดการเทรดของคุณ

เมื่อคุณเปิดสถานะแล้ว คุณควรติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดแบบเรียลไทม์ และรับการแจ้งเตือนที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจเทรดได้ดีขึ้น เมื่อคุณต้องการปิดสถานะของคุณ คุณก็สามารถทำได้โดยอัตโนมัติ หรือปิดด้วยตนเองโดยวางการเทรดในทิศทางตรงกันข้ามกับสถานะเริ่มต้น นอกจากนี้สถานะของคุณจะถูกปิดโดยอัตโนมัติเมื่อราคาถึงระดับที่ตั้งไว้ โดยการใช้คำสั่ง Stop-loss และ คำสั่ง Limit

ตัวอย่าง | การเทรด Long กับ S&P 500

สมมติว่า S&P 500 กำลังมีการเทรดอยู่ที่ 2,863.70 และโบรกเกอร์ของคุณต้องการมาร์จิ้น 5%

ข้อมูลการค้นคว้าของคุณชี้ให้เห็นว่า อารมณ์ตลาดเป็นบวกต่อ S&P 500 และคุณจึงตัดสินใจที่จะซื้อสองล็อตด้วยมูลค่าการเทรด $5,727.40 เนื่องจากโบรกเกอร์ต้องการเพียง 5% คุณจึงเปิดสถานะนี้ได้ด้วยเงินเพียง $286.37 หมายเหตุ: ขนาดล็อตเดียวหมายความว่าคุณจะได้รับกำไรหรือขาดทุน $1 สำหรับการเคลื่อนไหวของราคาทุกจุด

หากดัชนีขยับขึ้นไปที่ 3,209.70 ในเวลาต่อมาและคุณปิดสถานะ กำไรของคุณจะอยู่ที่ $692 [3,209.70 - 2,863.70] x $1 x 2) นี่คือกำไรก่อนที่คุณจะคำนวณค่าสเปรดที่โบรกเกอร์ของคุณเรียกเก็บสำหรับการเทรด ในทางกลับกันหากตลาดเคลื่อนตัวสวนทางกับคุณด้วย point จำนวนเดียวกัน คุณจะขาดทุน $692 ซึ่งมากกว่ามาร์จิ้นของคุณ $286.77 อย่างมาก นี่คือเหตุผลที่การใช้เลเวอเรจอย่างระมัดระวังเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเลเวอเรจสามารถขยายการขาดทุนของคุณได้มากพอๆ กับการขยายผลกำไรของคุณ

คุณสามารถเทรดดัชนีได้จากทั่วทุกมุมโลก แต่ดัชนีบางตัวก็เทรดได้ง่ายกว่าดัชนีอื่นๆ เพื่อช่วยในการค้นหาดัชนีที่ดีที่สุดในการเทรด นี่คือดัชนีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม Dow Jones หรือ US30 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Dow ติดตามหุ้นของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุด 30 แห่งจาก 9 ภาคธุรกิจของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เป็นดัชนีที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นที่รู้จักมากที่สุดดัชนีหนึ่งของโลก และการเคลื่อนไหวของดัชนีนี้ถูกใช้เป็นตัวชี้วัดที่ใช้วัดความกังวลในเรื่องความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก

SPX500 หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า S&P 500 เป็นอีกหนึ่งในดัชนีที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ซึ่งประกอบด้วยบริษัท อเมริกันชั้นนำ 500 แห่งและก่อตั้งโดยบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ Standard & Poor’s ดัชนีถ่วงน้ำหนักมูลค่าตลาดนี้สัมพันธ์อย่างมากกับตลาดอื่นๆ ทำให้เป็นตัวเลือกยอดนิยมในหมู่เทรดเดอร์ที่เทรดดัชนี

NASDAQ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะตัวแทนหมวดธุรกิจเทคโนโลยี แม้ว่าจะรวมถึงหมวดธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย แต่เกือบครึ่งหนึ่งของหุ้นของดัชนีอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี NASDAQ เป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดของหลักทรัพย์กว่า 2,500 รายการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ หลักทรัพย์ต่างๆ ในดัชนีนี้ ได้แก่ หุ้นสามัญ, หุ้นติดตาม (Tracking Stock) และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

ดัชนีหุ้นยอดนิยมในยุโรป

ดัชนีหุ้นของยุโรปเป็นตัวแทนของบริษัทต่างๆ ใน Eurozone และดัชนีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั้น ได้แก่ FTSE 100, DAX 30, CAC 40 และ Euro Stoxx50

FTSE 100 หรือที่เรียกว่า UK 100 ประกอบด้วยบริษัทที่ใหญ่ที่สุดบางแห่งที่ได้รับการกำกับดูแลโดยกฎหมายของสหราชอาณาจักร และมุ่งเน้นไปที่กลุ่มพลังงาน, กลุ่มเหมืองแร่, กลุ่มน้ำมันและก๊าซ, กลุ่มบริการทางการเงิน และกลุ่มเภสัชกรรม สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของดัชนีนี้ก็คือ ไม่ใช่ว่าบริษัทต่างๆ ที่อยู่ในดัชนีนี้ทั้งหมดจะตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร เพียงแต่ว่ามีการเทรดดัชนีเหล่านี้ในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน

DAX 30 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นของเยอรมัน ประกอบด้วยบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 30 แห่งในตลาดหลักทรัพย์แฟรงค์เฟิร์ตที่อิงจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด DAX เป็นดัชนีที่มีการเทรดมากที่สุดเนื่องจากมีความผันผวนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดัชนีอื่นๆ

เช่นเดียวกับ DAX 30 CAC 40 คือดัชนีหุ้นของฝรั่งเศส ซึ่งกำหนดจากราคาของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 40 แห่งในตลาดหลักทรัพย์ปารีสที่อิงจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด เนื่องจากฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป CAC จึงถูกใช้อย่างกว้างขวางเพื่อประเมินสุขภาพของเศรษฐกิจยุโรปโดยรวม

Stoxx 50 เป็นดัชนีหุ้น Euronext ซึ่งรวมบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 50 แห่งจากยุโรป โดยอิงจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ดัชนีนี้มักเรียกกันว่าเป็น European Dow Jones และเป็นตัวเลือกที่ดีหากคุณต้องการเทรดเศรษฐกิจใน Eurozone โดยรวม องค์ประกอบของดัชนีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดนี้จะได้รับการทบทวนทุกปีในเดือนกันยายน

ดัชนีหุ้นยอดนิยมของออสเตรเลียและเอเชีย

แม้ว่าจะได้รับความนิยมน้อยลงในหมู่เทรดเดอร์ในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ เนื่องจากเขตเวลาที่ต่างกัน แต่ดัชนีชั้นนำของออสเตรเลียและเอเชียก็เป็นโอกาสที่ดีสำหรับบรรดาเทรดเดอร์

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ Nikkei (Nikkei 225) หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์โตเกียวนั้น เป็นดัชนีหุ้นที่สำคัญที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่นและเป็นดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น Nikkei 225 ประกอบด้วยบริษัท 225 แห่งและเนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออก ดัชนีถ่วงน้ำหนักราคานี้จึงสัมพันธ์อย่างมากกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ

AUS 200 หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ ASX200 ประกอบด้วยบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย 200 แห่งที่อิงมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด บริษัทเหล่านี้แสดงมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหุ้นจำนวนมากของออสเตรเลีย ดังนั้นดัชนีนี้จึงเป็นวิธีหนึ่งในการวัดสถานะของตลาดออสเตรเลีย ทั้งนี้ ASX 200 เป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด

การเทรดดัชนีออนไลน์

หากมีความเข้าใจดีเกี่ยวกับการเทรด CFD ดัชนี และมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง คุณจะสามารถสร้างทักษะการเทรดและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในตลาดดัชนีได้ นอกจากนี้การเทรดดัชนียังจะช่วยให้คุณสามารถติดตามผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของประเทศและกลุ่มธุรกิจต่างๆ ได้ และคุณยังสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ประโยชน์เมื่อขยายขอบเขตไปยังตลาดอื่นๆ อาทิ การเทรดสกุลเงิน ได้อีกด้วย

เริ่มต้นเทรด
ได้ในไม่กี่นาที

เปิดบัญชีตอนนี้เลย

bullet เข้าถึงตราสารทางการเงินกว่า 10,000 รายการ
bullet เปิดและปิดสถานะอัตโนมัติ
bullet ข่าวสารและปฏิทินเศรษฐกิจ
bullet เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคและกราฟ
bullet มีเครื่องมือเพิ่มเติมอีกมากมาย

การให้อีเมลของคุณ แสดงถึงว่าคุณยอมรับในนโยบายความเป็นส่วนตัวของ FP Markets และจะรับสื่อการตลาดในอนาคตจาก FP Markets คุณสามารถยกเลิกการสมัครรับได้ทุกเมื่อ





รับอัปเดตทันทีใน Telegram